การเขียนบทความวิชาการ

วิชาการนักเขียนมนุษยศาสตร์บทความมหาวิทยาลัย



สวัสดีค่ะ เราเป็นคนๆหนึ่งที่หลงใหลในการเขียนบทความวิชาการเข้าเส้นเลือดใหญ่เลยค่ะ หลายๆคนจะมองว่า การเขียนบทความวิชาการนั้นเป็นเรื่องที่ยากใช่ไหมค่ะ แต่ถ้าลองนำแนวคิดหรือวิธีการของเราไปใช้ รับรองเลยว่า คุณจะสนุกไปกับการร่ายระบำของนิ้วคุณบนคีย์บอร์ดกันเลยทีเดียว พร้อมร่ายระบำนิ้วกันหรือยังค่ะ ถ้าพร้อมแล้ว มากันเลย…

บทความวิชาการตามทรรศนะและข้อสังเกตของเรา คือ บทความที่มีความเป็นทางการค่ะ มีเนื้อหาทางด้านวิชาการ ใช้ภาษาสุภาพในการเขียน และใช้ศัพท์บัญญัติหรือศัพท์เทคนิคในแขนงความรู้นั้นๆเขียนค่ะ และเป็นเสมือนเวทีเล็กๆที่รับรองการแสดงความคิดเห็นหรือข้อเสนอของนักวิชาการได้ตั้งแต่นักวิชาการที่มีสังกัด เช่น อาจารย์มหาวิทยาลัย จนถึงนักวิชาการที่ไม่มีสังกัด เช่น นักวิชาการอิสระ (เฉกเช่นกระเราค่ะ) บทความวิชาการเป็นอะไรที่สดใหม่นะค่ะ เพราะถ้านักวิชาการพบเจออะไรใหม่ๆก็จะเริ่มตั้งข้อสังเกตก่อน แล้วลองเขียนเป็นบทความวิชาการเพื่อเผยแพร่ความรู้ค่ะ และบทความวิชาการจึงเป็นงานวิชาการชิ้นเล็กๆแต่มีประสิทธิภาพทางปัญญาสูงที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายค่ะ (สมัยนี้มีวารสารวิชาการออนไลน์นะค่ะ สะดวกกว่าสมัยก่อนที่จะต้องเสียสตางค์ซื้อ หรือต้องเดินทางไปถ่ายเอกสารจากห้องสมุดของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง) และไม่ต้องอ่านเยอะเท่าอ่านวิจัยทั้งเล่ม เพราะเขาเอาเนื้อหาสำคัญมาให้แล้ว และเมื่อทำเป็นบทความวิชาการได้ ประเด็นนี้ก็สามารถขยายเป็นประเด็นใหญ่ได้ค่ะ สามารถสานต่อเป็นงานวิจัยได้อีก ด้วยปัจจุบันบทความวิชาการถูกจำกัดจำนวนหน้ากระดาษค่ะ (เริ่มขั้นต่ำที่ 8 หน้า และมากสุด 30 หน้า แต่ที่นิยมกันจะไม่ให้เกิน 15 หน้า และแล้วแต่บางวารสารจะกำหนดกระดาษด้วยค่ะ บางที่ A4 บางที่ A5ก็มี) เนื้อหาของบทความจึงถูกบีบ ให้สามารถใส่ได้เพียงเนื้อหาที่สำคัญเท่านั้น หรือเนื้อหาที่เป็นเนื้อ ไม่เอาน้ำ แต่เรื่องนี้ก็จะอยู่ในดุลยพินิจของผู้ทรงคุณวุฒิที่มาตรวจบทความให้เราค่ะ แต่เราก็ไม่ค่อยชอบเท่าไรนะค่ะที่ ทางกองบรรณาธิการมากำกับจำนวนหน้าของเราก่อน โดยที่ไม่ส่งให้ผู้ทรงฯตรวจก่อน บางทีเนื้อหาของเรามันสำคัญหมด แต่ทางกองฯก็จะให้เราคัดเหลือเท่าจำนวนหน้าที่กำหนด เราเคยเขียนไป 20 หน้า แล้วส่งไปที่วารสารวิชาการแห่งหนึ่ง ซึ่งเขากำหนดไว้ที่ 15 หน้า เขาก็ตอบอีเมลให้เราแก้บทความให้เหลือ 15 หน้า ซึ่งตามจริงเราพยายามแล้ว จะลดกว่านี้คงไม่ได้ ไม่อย่างนั้นคงอ่านไม่รู้เรื่อง ผลปรากฏว่า พอตัดออกให้เหลือ 15 หน้าแล้ว ส่งให้ผู้ทรงฯตรวจ กลับถูกท่านติว่าเหมือนเนื้อหาบางส่วนหายไป อ่านแล้วไม่ปะติปะต่อกัน เราก็ต้องเอาเนื้อหาที่ตัดไปกลับมาใส่ไว้ตามเดิม (ขอโทษนะค่ะ บ่นมากไป)

พลุโอ่งส่วนต่างๆของบทความ

1. ชื่อเรื่อง ควรตั้งให้ข้ากับประเด็นของเนื้อหาที่เราอยากเขียน  ไม่ควรยาวเกิน 1-2 บรรทัด
2. บทคัดย่อ เป็นส่วนที่เป็นเสมือนแผนที่ให้เราเห็นโลกของผู้เขียนได้โดยองค์รวม ควรจะมี ครี่งหน้ากระดาษ 10-15 บรรทัด

3. บทนำ เป็นเสมือนประตูหน้าบ้านของบทความเลยทีเดียว ทำให้ผู้อ่านรู้ข้อมูลเบื้องต้นของบทความ เพื่อเป็นการปูพื้นก่อนที่จะเดินเข้าไปสู่เนื้อหาถัดไป ควรเขียนไม่เกิน 1 -2 หน้า

4. เนื้อหา มักจะเขียนอย่างน้อย 2-3 หัวข้อย่อย ถ้าน้อยกว่า 2 มันดูไม่ค่อยโอเคเท่าไรนะค่ะ แต่ 3 กำลังดี เพราะเราจะนำหัวข้อย่อยของบทความโดยเริ่มจากบทนำไปจนถึงบทสรุป เอาง่ายๆนะค่ะวิทยานิพนธ์เบื้องต้นควรมี 4-5 บทค่ะ ดังนั้นเมื่อเราตัดบทนำกับบทสรุปแล้ว เราจะมีหัวข้อย่อยจำนวนกำลังสวยอยู่ที่ 2-3 หัวข้อ  ควรเขียนอยู่ประมาณ 8-10 หน้า

5. สรุป ส่วนนี้ไม่ใช่เพียงการสรุปเนื้อหาทั้งหมดของบทความนะค่ะ แต่มันเป็นการบอกว่า เราได้คำตอบอะไรจากการศึกษาบ้าง ซึ่งไม่แปลกนะค่ะ ถ้าบางบทความจะเขียนสรุปมาแค่ 4 -5 บรรทัด หรือครึ่งหน้า เพราะมันเป็นการเสนอคำตอบของผู้เขียนที่ได้มาจากการศึกษานั้นเองค่ะ

พลุโอ่งขั้นตอนการเขียน

1. คิดเรื่องหรือประเด็นที่สนใจ แล้วไปสืบค้นจากเว็ปไซค์ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยรวบรวมแหล่งสืบค้นทางวิชาการได้ดีที่สุดหรือพร้อมครบครันที่สุด ว่ามีบทความในประเด็นนี้บ้างไหม ถ้ามีแล้วเขาเขียนประเด็นอย่างไร มีช่วงว่างให้เราดึงมาเป็นประเด็นเขียนได้หรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น

– เราอยากศึกษาเรื่อง “การนำบทละครเรื่องเงาะป่าในรัชกาลที่ 5 มาดัดแปลงเป็นบทละครของคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร”



2. สืบค้นว่าเรื่องที่เราสนใจมีใครทำแล้วหรือยัง ? เราก็จะค้นดูว่ามีบทความวิชาการเขียนเกี่ยวกับเรื่องเงาะป่าไหม ? ซึ่งจะพบว่ามีเพียง 3 บทความ ซึ่งจะเป็นประเด็น เงาะป่าที่เป็นชาติพันธุ์ และ มีการกล่าวถึงเงาะป่าในฐานะบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 5 แสดงว่าเรื่องของเราสนใจนั้นพอจะเขียนได้ ต่อมาต้องมาค้นในส่วนของวิทยานิพนธ์และงานวิจัยว่ามีงานในประเด็นนี้ไหม พบว่าส่วนใหญ่จะเป็นการศึกษาเชิงวรรณคดีเป็นหลัก และเป็นแนวชาติพันธุ์แบบมานุษยวิทยา เมื่อทั้งสองแหล่งข้อมูลคือ บทความวิชาการกับงานวิจัย ไม่มีประเด็นที่ซ้ำกับเราก็ถือว่าทางเปิดเดินสะดวกแล้ว เราก็ลุกหน้าต่อไปเลย (จะรออะไร)

3. นำข้อมูลในบทความวิชาการกับงานวิจัยมาเป็นขั้นบันไดให้เราเดิน คือ บทความวิชาการกับงานวิจัยที่มีมาก่อน ถึงจะไม่ใช่ประเด็นเดียวกับที่ประเด็นที่เราจะเขียนก็ตาม แต่นั้นละคือสิ่งที่เลอค่าต่องานเขียนของเรามากค่ะ เราสามารถนำทรรศนะของเขามาใส่ในงานเขียนของเราได้ หรืออาจจะเสนอความเห็นของเราว่าไม่เห็นด้วยกับงานก่อนหน้าก็ย่อมได้



4. สืบค้นจากข้อมูลแหล่งอื่น เช่น หนังสือวิชาการ ตำราเรียน หนังสือเบ็ดเตล็ด สื่อออนไลน์ต่างๆ เพื่อนำมาประกอบเป็นข้อมูลในการเขียน

5. นำข้อมูลทั้งหมดที่หามาได้ มาทบทวนและหาจุดว่าจะเอาข้อมูลนี้ไปวางไว้ในส่วนไหนของบทความ เช่น ในส่วนแรกของบทความเราอาจจะเกริ่นความเป็นมาของบทละครเรื่องเงาะป่าในรัชกาลที่ 5 ต้องคัดลอกข้อมูลมาจากหนังสือบทพระราชนิพนธ์เรื่องเงาะป่ากับข้อมูลเชิงประวัติในงานวิจัยมาปูพื้นก่อน ซึ่งบทเกริ่นนำ หรือบางที่จะเรียกว่า “บทนำ” มีความสำคัญเสมือนประตูหน้าให้เราผู้เป็นคนอ่านเข้าไปสู่เนื้อหาใจความที่ผู้เขียนจะสื่อถึงผู้อ่าน เราจะใช้ดินสอขีดข้อความที่จะใช้ พร้อมเขียนตำแหน่งด้วยว่าจะวางไว้ในส่วนไหนบ้าง เพื่อไม่ให้เราลืมค่ะ



6. ลงมือเขียน เราเชื่อว่าระหว่างที่เราอ่านข้อมูลทั้งหมดที่สืบค้นมา เราคงมีไอเดียในหัวแล้วว่าเราจะวางเนื้อหาไปจนถึงอย่างไรบ้าง ซึ่งตอนนี้จะเริ่มง่ายแล้วค่ะ

7. พอเขียนเสร็จแล้ว สิ่งที่สำคัญคือการตรวจแก้คำผิดค่ะ เพราะเราควรจะละเอียด บางวารสารเราเคยส่งไป เขาก็ไม่แก้ให้นะค่ะ แต่บางที่ก็ดีมีคนพิสูจน์อักษรให้เลย แต่ทางที่ดีควรให้มันสมบูรณ์ไปเลยประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ จะได้ไม่อายเวลาผู้ทรงคุณวุฒิติเรื่องคำผิดค่ะ


พลุโอ่งขั้นตอนการหาที่ลงบทความวิชาการ

บทความวิชาการ จะสามารถลงได้กับวารสารวิชาการกลุ่มคณะต่อไปนี้
1. คณะอักษรศาสตร์  ได้แก่ วารสารอักษรศาสตร์ของจุฬา กับ ม.ศิลปากร
2. คณะศิลปศาสตร์ ได้แก่ วารสารศิลปศาสตร์ มธ. ม.อุบล มศว. มอ. ม.แม่โจ้ ฯลฯ
3. คณะมนุษยศาสตร์ ได้แก่ วารสารมนุษยศาสตร์ ม.เกษตร ม.นเรศวร ม.เชียงใหม่ ฯลฯ
4. คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ได้แก่ วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.บูรพา ม.มหาสารคาม ฯลฯ
เป็นต้น

เมื่อได้วารสารที่สนใจลงแล้ว ก็ส่งอีเมลหรือโทรไปสอบถาม ถ้าเรารีบลงเพื่อทำเรื่องจบการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ควรถามถึงคิวบทความว่า วารสารฉบับนี้ปิดรับบทความหรือยัง เป็นต้น หรือถ้าไม่รีบ แบบนักวิชาการอิสระที่ชีวิตไม่รีบเร่งก็สามารถส่งบทความเป็นไฟล์ PDF ไปได้เลยค่ะ แล้วทางกองบรรณาธิการจะดำเนินการต่อให้เราเอง เช่น ตรวจรูปแบบว่าเราจัดหน้าตามที่เขากำหนดไหม บทความเรามีจำนวนหน้าเกินจากที่กำหนดไว้ไหม และสุดท้ายคือ สืบหาผู้เชี่ยวชาญในประเด็นที่เราเขียนมาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิตรวจบทความให้เรา

ด้วยวารสารวิชาการในหลายๆมหาวิทยาลัยมักคิดค่าลงบทความโดยมีราคาตั้งแต่ 1,000 บาท ไปจนถึง 3,000 บาท หรืออาจจะมากกว่านั้น ทางที่ดีเราควรศึกษาให้ดีก่อนว่า วารสารที่เราสนใจนั้นคิดค่าลงบทความหรือไม่ ซึ่งมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของรัฐบาล (ถึงแม้ว่าบางที่จะออกนอกระบบไปแล้วก็ตาม) ส่วนใหญ่จะไม่เก็บค่าลงบทความ หรือบางที่ก็ให้ค่าเขียนด้วยแต่เหลือน้อยมากแล้วค่ะ  

ท้ายที่สุดนี้ ด้วยความรักและความชื่นชอบในการเขียนบทความวิชาการ จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้สนใจไม่มากก็น้อยค่ะ ขอบคุณค่ะที่เข้ามาอ่าน พาพันขอบคุณ  

แหล่งช้อมูล https://pantip.com/topic/35868004

Share:

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on pinterest
Pinterest
Share on linkedin
LinkedIn

ขอคำปรึกษา

Tag : การทำ is จ้างทำ is จ้างทำวิจัย จ้างทำวิทยานิพนธ์ จ้างทํางานวิจัย จ้างทําวิจัย ป.ตรี ราคา จ้างทําวิจัยราคา จ้างทําวิจัยราคาประหยัด จ้างทําวิจัย ราคาเท่าไหร่ จ้างทําวิทยานิพนธ์ จ้างทําวิทยานิพนธ์ราคา จ้างวิจัย ทําวิทยานิพนธ์ ทำงานวิจัย ทำงานวิทยานิพนธ์ บริการรับทำวิจัย รับจัดหน้าวิทยานิพนธ์ รับจ้างทำ is รับจ้างทํางานวิจัย ราคาถูก รับจ้างทํารายงาน รับจ้างทําวิทยานิพนธ์ รับจ้างทําวิทยานิพนธ์ ราคาถูก รับจ้างเขียนรายงาน รับทำ is รับทำ powerpoint รับทำ spss รับทำ thesis รับทำดุษฎีนิพนธ์ รับทำวิจัย รับทำวิจัยราคาถูก รับทำวิทยานิพนธ์ รับทำสารนิพนธ์ รับทำแบบสอบถาม รับทำโปรเจคจบ รับทํา thesis รับทํางานวิจัย รับทําปริญญานิพนธ์ รับทํารายงาน รับทําวิจัย ป.ตรี รับทําวิทยานิพนธ์ รับทําวิทยานิพนธ์ ป.โท รับทําวิทยานิพนธ์ ราคา รับทําวิทยานิพนธ์ราคาเท่าไหร่ รับทํา สารนิพนธ์ รับแปลงานวิจัย ราคารับทำวิทยานิพนธ์ วิจัย

Table of Contents

On Key

Related Posts

งานวิจัยเผย : คนที่ทำตัวแปลกๆ หาแฟนง่ายกว่าคนธรรมดา

งานวิจัยเผย : คนที่ทำตัวแปลกๆ หาแฟนง่ายกว่าคนธรรมดา

จากการศึกษางานวิจัยเผยว่า คนที่ทำตัวแปลกๆหรือทำตัวประหลาดแตกต่างจากคนปกติ หรือคนที่มีคาแร็คเตอร์แปลกประหลาดแบบธรรมชาติของเขาเอง สามารถสร้างแรงดึงดูดต่อเพศตรงข้าม และทำให้มีโอกาสหาแฟนหรือคนรู้ใจได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ใครที่โสดมานานแล้วอยากสละโสด คงจะได้ฤกษ์สละโสดเร็วๆนี้แล้ว . ซึ่งผลวิจัยดังกล่าวข้างต้น อ้างอิงจากวารสารว่าด้วยบุคลิกภาพและจิตวิทยาสังคม (Personality and Social Psychology Bulletin) ของสหรัฐอเมริกา เป็นการเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างทั้งชายและหญิง จากการเลือกเพศตรงข้ามที่สนใจผ่านเว็บไซต์หาคู่เดทออนไลน์ ซึ่งกลุ่มตัวอย่างทั้งชายและหญิงต่างถูกใจในผู้ที่มีความแปลกกว่าคนทั่วไป ทั้งในเรื่องสไตล์เสื้อผ้า การแต่งตัว รสนิยม และทัศนคติ . บางท่านอาจสงสัยว่า

งานวิจัยเผย : ฝนตกทำให้คนเหงา เป็นเรื่องจริงไม่ได้มโนไปเอง

งานวิจัยเผย : ฝนตกทำให้คนเหงา เป็นเรื่องจริงไม่ได้มโนไปเอง

จากการศึกษาเรื่อง ทำไมฝนตกแล้วต้องเหงา หรือผลกระทบจากสภาพอากาศต่อสภาพจิตใจในเชิงวิทยาศาสตร์และจิตวิทยานั้นพบว่า ในช่วงที่ฝนตก สภาพอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งความชื้นในอากาศที่เพิ่มขึ้น อุณหภูมิที่ลดต่ำลง และแสงสว่างที่ลดน้อยลง ซึ่งอธิบายให้เห็นภาพที่สุดก็คงจะเป็นเรื่องของแสงสว่างที่ลดน้อยลงในวันที่ฝนตก เพราะร่างกายของมนุษย์มีสิ่งที่เรียกว่า นาฬิกาชีวภาพ (Circadian Rhythm) ที่คอยกำหนดการทำงานของสมองและร่างกายในแต่ละช่วงของวัน . ซึ่งแสงส่งผลได้อย่างชัดเจน สามารถนึกถึงอารมณ์เวลาที่ตื่นมาในวันที่มีแสงแดดแรง ท้องฟ้าสดใส และไม่ร้อนจนเกินไป กับวันที่ตื่นมาแล้วท้องฟ้าปกคลุมไปด้วยเมฆครึ้ม อารมณ์ความรู้สึกในวันนั้นก็แตกต่างกันไม่น้อย ซึ่งสิ่งนี้เกิดขึ้นอย่างมีเหตุผล เพราะการได้รับแสงแดดที่ไม่เพียงพอหรือน้อยลงในตอนเช้าส่งผลต่อการทำงานของนาฬิกาชีวภาพ ต่อเนื่องไปยังสมอง ทำให้สมองผลิตเซโรโทนิน

งานวิจัยเผย : วัยรุ่นที่มีแฟนเป็นซึมเศร้ามากกว่าวัยรุ่นที่โสด

งานวิจัยเผย : วัยรุ่นที่มีแฟนเป็นซึมเศร้ามากกว่าวัยรุ่นที่โสด

วัยรุ่นวัยใสที่ยังไม่มีแฟนหรือแทบจะไม่ได้ไปออกเดทกับใครเขา มักถูกมองว่าขาดเสน่ห์หรือเข้าสังคมได้ไม่ดีนัก แต่ในขณะที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและพฤติกรรมวัยรุ่นในสหรัฐฯ เชื่อกันมานานว่า วัยรุ่นที่มีคู่คบหาดูใจจะมีโอกาสพัฒนาทักษะทางสังคมและวุฒิภาวะทางอารมณ์ได้ดีกว่าเพื่อนวัยเดียวกัน แต่แล้วความเชื่อนี้กำลังจะเปลี่ยนไป . เนื่องจากทีมนักวิจัยด้านสาธารณสุขจากมหาวิทยาลัยจอร์เจียของสหรัฐฯ ได้มีการตีพิมพ์ผลการศึกษาล่าสุดลงในวารสาร “สุขภาพในโรงเรียน” (Journal of School Health) โดยระบุว่า ผลการติดตามเก็บข้อมูลระยะยาวเป็นเวลา 7 ปีกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักเรียน ตั้งแต่อยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ชี้ว่าวัยรุ่นที่ไม่ได้คบหาเป็นแฟนกับใครและไม่ค่อยได้ออกเดทนั้น ไม่ได้มีพัฒนาการทางจิตวิทยาตามวัยด้อยไปกว่าเพื่อนที่มีแฟน หนำซ้ำยังมีทักษะทางสังคมที่ดีกว่า และมีภาวะซึมเศร้าน้อยกว่าด้วย

รู้หรือไม่ ผู้บริโภค 85% เชื่อถือโฆษณาในรูปแบบสปอนเซอร์ทีม-การแข่งขัน

รู้หรือไม่ ผู้บริโภค 85% เชื่อถือโฆษณาในรูปแบบสปอนเซอร์ทีม-การแข่งขัน

รู้หรือไม่ ผู้บริโภค 85% เชื่อถือโฆษณาในรูปแบบสปอนเซอร์ทีม-การแข่งขัน . เนื่องจากการสำรวจพฤติกรรมการรับสื่อและทัศนคติต่อการรับชมโฆษณา-แคมเปญการตลาดของผู้บริโภคชาวไทยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ทางบริษัท นีลเส็น มีเดีย ประเทศไทย หนึ่งในบริษัทวิจัยสื่อ-การตลาดรายใหญ่ สามารถประมวลเป็นเทรนด์สำคัญที่จะส่งผลกับการสื่อสารและทำการตลาดของภาคธุรกิจในปี 2566 นี้ . พบว่า ผู้บริโภค 85% เชื่อถือโฆษณาในรูปแบบสปอนเซอร์ทีม-การแข่งขัน และ 61% เลือกซื้อสินค้าที่เป็นสปอนเซอร์การแข่งขัน รวมถึง