งานหลักของอาจารย์มหาวิทยาลัยไม่ว่าจะเป็นประเทศไหน ๆ ก็ไม่ต่างกันคือ วิจัย สอน และบริการทางวิชาการ สัดส่วนการแบ่งงานทั้ง 3 ด้านมีความแตกต่างกันไปในแต่ละมหาวิทยาลัย งานสอนในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมากจากในอดีต ด้วยเนื้อหาวิชาและองค์ความรู้ต่าง ๆ อยู่ในรูปสื่อดิจิทัลเป็นส่วนใหญ่หรืออยู่ในแหล่งที่สืบค้นได้สะดวก ประกอบกับรูปแบบการเรียนและการใช้ชีวิตของผู้เรียนในยุคดิจิทัลทำให้การสอนแบบที่อาจารย์นำเนื้อหาจากหนังสือมาบรรยายหน้าชั้นเรียนโดยตรงจึงแทบจะไม่มีให้เห็นแล้ว
วันหนึ่ง บ.ก. ได้มีโอกาสดูแลรักษาอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งในธรรมศาสตร์ ท่านกล่าวไว้ประโยคหนึ่งสั้น ๆ แต่กินใจว่า “อาจารย์มหาวิทยาลัยถ้าไม่ทำวิจัยจะเอาอะไรมาสอน” นั่นหมายความว่าอาจารย์ต้องทำการบ้านอย่างหนักในการเตรียมเอกสารคำสอน โดยการสืบค้น วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง กระบวนการดังกล่าวเป็นขั้นตอนเริ่มต้นที่สำคัญในการทำงานวิจัย ซึ่งหากทำได้อย่างเป็นระบบและครอบคลุมก็จะได้หัวข้อวิจัยที่มีความทันสมัยน่าสนใจและตอบโจทย์ของสังคม ที่สำคัญเป็นงานวิจัยที่ Original
และเมื่อผ่านการเขียนรายงานอย่างมีมาตรฐานก็สามารถตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารที่มีคุณภาพทั้งในและต่างประเทศ บทความวิจัยที่ดีก็ควรปรากฎอยู่ในวารสารที่มีคุณภาพ อยู่ใน Quartile ระดับต้น ๆ หรือมีค่า Impact Factor สูง ๆ ตามแต่ละสาขาวิชา เพื่อให้มีผู้สนใจเข้าไปอ่านและอ้างอิงบทความ (Citation) ได้มาก นี่เป็นศาสตร์และศิลป์ของการสอนและวิจัยที่อาจารย์ต้องทุ่มเท
งานวิจัยพบว่า “ความเงียบ” ช่วยให้สมองฟื้นตัวได้จริง 🤫🧠
งานวิจัยพบว่า “ความเงียบ” ช่วยให้สมองฟื้นตัวได้จริง 🤫🧠 มากกว่าแค่การไม่มีเสียง: เมื่อความสงัดคือปุ่ม “Regenerate” ของเซลล์สมอง ในโลกที่เต็มไปด้วยมลภาวะทางเสียง (Noise Pollution) ตั้งแต่เสียงการจราจรไปจนถึงการแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนที่ดังขัดจังหวะเราตลอดวัน สมองของเราต้องทำงานหนักในโหมด “เฝ้าระวัง” แทบจะตลอดเวลา นักประสาทวิทยารุ่นใหม่เริ่มค้นพบหลักฐานที่น่าทึ่งว่า ความเงียบ (Silence) ไม่ใช่แค่สภาวะหยุดพักชั่วคราว แต่เป็นกระบวนการทางชีวภาพที่ช่วยซ่อมแซมและสร้างสมองขึ้นมาใหม่ 🔍 เจาะลึก 4 กลไก: ความเงียบทำหน้าที่อะไรกับสมองเรา?


