ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย

1.ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัยความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาเป็นหัวข้อแรกของบทนำ มีจุดประสงค์เพื่อบอกถึงปัญหาการวิจัยครั้งนี้ คือ อะไร1.1 รูปแบบการเขียน ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัยเขียนให้ประกอบด้วย(ก)แนวคิดเชิงทฤษฎี(ข)สภาพปัจจุบัน(ค) ปัญหาที่เกิดขึ้นและ(ง)ความสำคัญของปัญหานั้นตัวอย่างเช่นภาษาเป็นเครื่องมือในการศึกษาหาความรู้ แต่ในปัจจุบันนักเรียนยังอ่านหนังสือไม่ออก ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาว่า นักเรียนมีความสามารถทางการอ่านในระดับใด เพื่อจะได้ใช้เป็นแนวทางในการแก้ไข การวิจัยครั้งนี้จะทำให้ทราบระดับความสามารถในการอ่านของนักเรียนและจะเป็นแนวทางในการพัฒนาความสามารถในการอ่านของนักเรียนในโรงเรียนต่อไปจากตัวอย่างข้างบน สามารถวิเคราะห์ตามรูปแบบได้ดังนี้ความเป็นมาและความสำคัญ ตัวอย่างหลักการหรือแนวคิด ภาษาเป็นเครื่องมือในการศึกษาหาความรู้สภาพปัจจุบัน ปัจจุบันนักเรียนยังอ่านหนังสือไม่ออกปัญหาที่เกิดขึ้น นักเรียนมีความสามารถทางการอ่านในระดับใดความสำคัญของปัญหา ทราบระดับความสามารถในการอ่านของนักเรียนเป็นแนวทางในการพัฒนาความสามารถในการอ่าน (ก) เขียนจากแนวกว้างไปสู่แคบจนถึงปัญหาการวิจัย(ข) ระบุปัญหาการวิจัยในรูปคำถามหรือประโยคบอกเล่าก็ได้(ค) เขียนให้มีการอ้างอิงข้อมูลจากการศึกษาค้นคว้า(ง) เขียนให้เห็นความสำคัญเชิงประโยชน์หรือเชิงโทษที่จะได้รับ(จ) เขียนความยาวประมาณ 3-5 กระดาษ
ลักษณะของสมมติฐานวิจัยที่ดี

ลักษณะของสมมติฐานวิจัยที่ดีการเขียนสมมติฐานนั้น ผู้วิจัยต้องมีอุปกรณ์ของความคิดและข้อเท็จจริงต่างๆ มากพอเพื่อที่ให้ สมมติฐานแต่ละข้อมีอำนาจในการพยากรณ์สูง ฉะนั้น การเขียนสมมติฐานจะต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ จินตนาการ การอ่านอย่างกว้างขวาง ตลอดจนมีการทดลองวิจัย (Pilot Study) แล้วน าข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ และใช้หลักตรรกศาสตร์สังเคราะห์ขึ้นเป็นสมมติฐาน สมมติฐานที่ดีจึงควรมีลักษณะดังนี้ สมมติฐานที่ดีต้องอธิบาย หรือตอบคำถามได้หมด และอยู่ในรูปแบบที่สามารถสรุปได้ว่าจะ สนับสนุนหรือคัดค้านได้ สมมติฐานที่ดีจะต้องสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป ใช้เทคนิคที่สามารถวัดได้ และเป็นเทคนิคที่มีอยู่แพร่หลาย ใช้กันในวงกว้าง ภาษาที่ใช้ในการเขียนต้องเข้าใจง่าย ทั้งในแง่ภาษา เหตุผล และวิธีการที่จะตรวจสอบ สมมติฐานที่ดีต้องสามารถทดสอบได้ด้วยข้อมูล หรือหลักฐาน สมมติฐานที่ดีต้องสมเหตุสมผลตามทฤษฎี และความรู้พื้นฐาน และจ ากัดขอบเขตของการ ตรวจสอบได้ สมมติฐานหนึ่งข้อ จึงควรใช้คำถามเพียงหนึ่งข้อเท่านั้น สมมติฐานที่ดีต้องสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายการวิจัย สมมติฐานที่ดีต้องมีอำนาจการพยากรณ์สูง นั่นคือ สมมติฐานนั้นควรน าไปใช้อธิบายสภาพการณ์ที่ คล้ายๆ กันได้ อ้างอิง รศ.พ.ต.อ.หญิง ดร.พัชรา สินลอยมา* • อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ สาขานิติวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่มา : ajarnpat.com/data/document_study02.doc
การเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัย

การเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัยแนวคิด หลักการหรือทฤษฎีการกำหนดวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายของการวิจัย เป็นขั้นตอนที่สำคัญอีกขั้นตอนหนึ่งของการวิจัย ถ้ากำหนดวัตถุประสงค์ไม่ชัดเจนจะทำให้ผลการวิจัยที่ได้ไม่สอดคล้องกับความต้องการของปัญหาที่จะศึกษา ในบางครั้งถ้าพิจารณาชื่อเรื่องอย่างเดียวไม่สามารถตอบข้อคำถามได้ครบตามต้องการจึงจำเป็นจะต้องกำหนดวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ทำการวิจัยสามารถบอกรายละเอียดได้ว่า จะต้องศึกษา อะไรบ้าง เพื่อเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ข้อมูล และการเสนอผลการวิจัยได้อย่างชัดเจน การกำหนดวัตถุประสงค์ ควรกำหนดเป็นข้อ ๆ เพื่อความสะดวกและมีความชัดเจนในการวิเคราะห์และตอบคำถามของแต่ละข้อ สำหรับการตั้งวัตถุประสงค์ของการวิจัยส่วนใหญ่ ควรขึ้นต้นด้วยคำว่า “เพื่อ” และตามด้วยข้อความที่จะแสดงการกระทำในการวิจัย ซึ่งมักจะเป็นคำต่อไปนี้ เช่น ศึกษา สำรวจ เปรียบเทียบ หาความสัมพันธ์ หาผลกระทบ เป็นต้นการเขียนวัตถุประสงค์การวิจัย ต้องเป็นสิ่งที่ปฏิบัติจริง วัดได้ประเมินได้ ซึ่งก็คือผลที่เกิดขึ้นจากการวิจัยนั่นเอง ซึ่งอาจจะเป็นผลที่ เป็น Output (งานวิจัยบางเรื่องก็อาจเป็นผลที่เป็น Process หรือ Outcome ได้ ถ้างานวิจัยเรื่องนั้นต้องการที่จะศึกษา) สามารถกำหนดรูปแบบการวิจัยได้ ตั้งสมมุติฐานได้5. ภาษาที่ใช้กระทัดรัด ชัดเจน นิยมเขียนเป็นข้อๆ (ถ้ามีหลายประเด็น) และใช้คำนามนำหน้าตัวอย่างหัวข้อวิจัย : การสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านคำที่ใช้อักษร ร ล ว ควบกล้ำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6วัตถุประสงค์1. เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านคำที่ใช้อักษร ร […]
หลักการเขียนบทคัดย่อ (Abstract)

Abstract หมายถึง ข้อความที่สามารถบอก ส่วนประกอบพื้นฐานของงานได้อย่างถูกต้องและ รวดเร็ว ทำให้ผู้อ่านทราบความน่าสนใจของงานเพื่อ ตัดสินใจให้อ่านงานหลัก (Paper)การเตรียมตัวก่อนเขียนบทคัดย่อ ก่อนการเขียนบทคัดย่อควรศึกษา เรียนรู้ และทำความเข้าใจกับงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ของ ตนเองเพื่อหาประเด็นต่างๆ ที่น่าสนใจ และดึงดูดให้ ผู้อ่านทั่วไปอยากอ่านรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ หลักการเขียนบทคัดย่อที่ดี1.ควรคัดเฉพาะส่วนสำคัญ เป็นประเด็นที่ น่าสนใจ เน้นถ่ายทอดจุดเด่นของการศึกษา โดยงานวิจัยมีความชัดเจน สั้น กระทัดรัด จำนวนคำต้องอยู่ระหว่าง 200–250 คำ หรือประมาณ 1–1.5 หน้ากระดาษ A43 ไม่มีการตีความหรือวิพากษ์ วิจารณ์โดยใช้ ความคิดของตนเอง4 ไม่ควรเขียนประโยคที่เข้าใจยาก และไม่ใช้ คำศัพท์เฉพาะท้องถิ่น5 ไม่ใช้ตัวย่อหรือสัญลักษณ์โดยไม่จำเป็น เพราะอาจสร้างความไม่เข้าใจให้กับผู้อ่านได้6.ไม่มีการอ้างอิงตัวเลข แผนภาพ ตาราง โครงสร้าง สูตรสถิติ หรือสมการใน บทคัดย่อ นอกจากจำเป็นต้องแสดงผลการ วิเคราะห์7.ในการเขียนบทคัดย่ออาจมีหลายย่อหน้าได้ เพื่อเพิ่มความเข้าใจให้ผู้อ่านในแต่ละตอน หลีกเลี่ยงการอ้างอิงงานวิจัยงานของผู้อื่นใน บทคัดย่อ ทำตามขั้นตอนตามโครงสร้างการเขียน บทคัดย่อ โดยต้องระมัดระวังให้มาก รวมถึงลักษณะแบบตัวอักษร ขนาด ตัวอักษร การก […]
โครงการวิจัยที่ดี ควรมีลักษณะตามหลักการ Seven C’s ดังนี้

ความถูกต้อง (Correctness) ความมีเหตุผล (Cogency) ความชัดเจน (Clarify) ความสมบูรณ์ (Completeness) กะทัดรัด (Concise) ความสม่ำเสมอ (Consistency) ความสัมพันธ์เชื่อมโยง (Correspondence)
บทความวิจัย คือ การเขียนแบบวิชาการ (Academic Writing) มีลักษณะสำคัญ 13

ประการ คือ (Prasitratasin, 2009)1) เขียนโดยนักวิชาการ (Scholars) เพื่อนัก วิชาการอื่นๆ2) เรื่องที่เขียนเป็นเรื่องที่ชุมชนวิชาการ (Academic Community) สนใจ3) เนิ้อหาเพื่ออขอยื่นต้องเสนอในรปูของการให้เหตผุล ที่ทำให้เกิดความรู้ใหม่ (Informed Argument)4) ข้อเท็จจริง หรือหลักฐานได้มาจากการวิจัย ของผู้เขียนเอง5) เป็นการรายงานผลการวิจัย (ต้องทำวิจัยก่อน)6) เน้นสมมติฐานและวิธีดำเนินการวิจัย7) เน้นการทดสอบทฤษฎี8) เน้นการได้ทฤษฎีใหม่ (ได้คำอธิบายใหม่)9) เน้นการนำผลไปใช้เฉพาะเรื่อง10) บทความมาจากการนำประเด็นที่ค้นพบ มาเขียน11) มีลักษณะเล็กแต่ลึก12) มีจุดยืนหรือข้อสรุปของตนเอง13) การเขียนบทความวิจัยผู้เขียนต้องมีทักษะ 4 ประการคือ ต้องรู้จักสรุปความ (Summarize) ต้องรู้จักการประเมิน (Evaluate) ต้องรู้จักหารวิเคราะห์ (Analyze) และต้องรู้จักสังเคราะห์ (Synthesize)
6เทคนิคการรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิจัย ดังนี้

การรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์ต้องมีเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ อุปกรณ์ บันทึกภาพ อุปกรณ์บันทึกเสียง การใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ต้องมีการขออนุญาตผู้สัมภาษณ์ก่อนเสมอและต้อง สังเกตผู้ให้ข้อมูลด้วยว่าเต็มใจให้ข้อมูลหรือไม่ การเลือกผู้ให้สัมภาษณ์จะต้องตรงกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย และกลุ่มเป้าหมาย หากนักศึกษาเป็นผู้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์ อาจทำให้ได้ข้อมูลจ ากัดจะต้องอธิบายให้ นักศึกษาเข้าใจในกระบวนการและไม่มีผลกระทบต่อผลการเรียนของนักศึกษา นักวิจัยต้องฝึกฝนเพื่อใช้เทคนิค การตั้งค าถาม การกระตุ้นการสนทนาเพื่อให้ได้ข้อมูลตรงตามวัตถุประสงค์ของงานวิจัยที่ต้องการรวบรวม ข้อมูล การรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม เป็นการรวบรวมข้อมูลที่มีการนิยมกันมากในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน ค่อนข้างมาก โดยแบบสอบถามต้องได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญก่อนนำไปใช้เก็บข้อมูลเพื่อความถูกต้อง ขอข้อมูลที่ได้ ในการใช้แบบสอบถามจะต้องกำหนดกลุ่มตัวอย่างจำนวนพอสมควรตามแนวคิดทฤษฎีต่าง ๆ เพื่อให้ผลที่ได้รับเกิดความถูกต้องและได้รับการยอมรับ โดยจำนวนข้อคำถามต้องสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ไม่ น้อยจนเกินไปและมากเกินไป เหมาะกับวัยของกลุ่มเป้าหมาย หรือข้อคำถามสับสน เนื่องจากบางครั้งผู้ตอบ แบบสอบถามอาจไม่เต็มใจให้ข้อมูลหรือจ านวนแบบสอบถามมีจ านวนข้อมากเกินไปท าให้ผู้ตอบเกิดความเบื่อ หน่ายในการท าแบบสอบถามได้และการเก็บข้อมูลต้องควบคุมผู้ที่ตอบเป็นกลุ่มเป้าหมายจริง ๆ การรวบรวมข้อมูลจากการสังเกต การสังเกตใช้เป็นส่วนหนึ่งของการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยอาจใช้ร่วมกับการเก็บรวบรวม ข้อมูลด้วยวิธีอื่น การสังเกตสามารถบันทึกเหตุการณ์หรือพฤติกรรมซึ่งเป็นข้อมูลปฐมภูมิได้ดี รับรู้ข้อมูลโดยไม่ บิดเบือนเพราะสามารถเห็นพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายได้ การรวบรวมข้อมูลจากการทดลอง นิยมใช้กับงานวิจัยด้านเทคโนโลยีทางการศึกษาและด้านอื่น ๆ ที่ต้องใช้นักศึกษาในการ ทดสอบสมมุติฐาน ต้องมีการวางแผนการวิจัยที่ดีเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามเวลาและขั้นตอน ควรมี […]
ฐานข้อมูลออนไลน์ที่ใช้คนงานวิจัย

ABI/INFORM Complete ACM Digital Library H.W Wilson ProQuest Dissertations & Theses SpringerLink – Journal Web of Science Academic Search Premier Education Research Complete Computer & Applied Sciences Complete Emerald Management American Chemical Society
บทความวิชาการกับบทความวิจัย เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

รองศาสตราจารย์ ดร.วรางคณา จันทร์คงสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชบทบาทของนักวิชาการ/นักวิจัยที่สำคัญอีกบทบาทหนึ่งคือการเผยแพร่ความรู้ซึ่งอาจทำได้หลายวิธี เช่น การสอนงาน การบรรยาย การสาธิตและการเขียน เมื่อเปรียบเทียบผลกระทบในการเผยแพร่ความรู้จะเห็นได้ว่าการเขียนจะสามารถเผยแพร่ ได้กว้างขวางมากที่สุด อีกทั้งยังคงทนถาวรอีกด้วย การเผยแพร่ความรู้โดยการเขียนสำหรับนักวิชาการ/นักวิจัยนี้ส่วนใหญ่จะทำ ในรูปของงานวิชาการ“บทความ” (article) เป็นรูปแบบการเขียนประเภทหนึ่ง ที่ผู้เขียนต้องการสื่อสารข้อเท็จจริง และความคิดเห็นเกี่ยว กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้กับผู้อ่าน เนื้อหานำเสนอจากข้อมูลจริงไม่ใช่เรื่องแต่งหรือคิดขึ้นจากจินตนาการ มีลักษณะเป็นข้อเขียน ขนาดสั้น สำหรับ “บทความทางวิชาการ”(academic article) มีผู้ให้ความหมายไว้ใกล้เคียงกัน อาจกล่าวได้ว่า “บทความทาง วิชาการ” หมายถึง งานเขียนวิชาการซึ่งมีการวิเคราะห์ประเด็นตามหลักวิชาการโดยมีการสำรวจวรรณกรรมและวิเคราะห์อย่าง เป็นระบบ เพื่อสนับสนุนจนสามารถสรุปผลการวิเคราะห์ในประเด็นนั้นได้ โดยรูปแบบประกอบด้วยการนำความที่แสดงเหตุผล หรือที่มีของประเด็นที่ต้องการอธิบายหรือวิเคราะห์ กระบวนการอธิบายหรือวิเคราะห์และบทสรุป มีการอ้างอิงบรรณานุกรมที่ ครบถ้วนและสมบูรณ์ โดย บทความวิชาการจะมีลักษณะเฉพาะอยู่หลายประการ คือ ต้องเป็นเรื่องที่ผู้อ่านส่วนมากกำลังสนใจอยู่ในขณะนั้น อาจเป็นปัญหาที่กำลังอยากรู้ว่าจะดำเนินต่อไปอย่างไร หรือมี ผลเช่นไร หรือเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับเหตุการณ์หรือสถานการณ์ หรือเข้ายุคเข้าสมัย ต้องมีสาระ มีแก่นสาร อ่านแล้วได้ความรู้หรือความคิดเพิ่มเติมมิใช่เรื่องเลื่อนลอย เหลวไหล ไร้สาระ ต้องมีทัศนะ ข้อคิดเห็น ข้อวินิจฉัยของผู้เขียนแทรกอยู่ด้วย มีวิธีการเขียนที่ชวนให้อ่าน […]
9 เทคนิคการเขียนรายการอ้างอิงในบทความวิชาการ

•ผู้วิจัยต้องอ่านเอกสารที่ตนจะใช้เป็นเอกสารอ้างอิงก่อนเสมอ•ไม่ควรอ้างอิงแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ เช่น เว็บไซต์ หนังสือ ตำราเป็นต้น ควรอ้างอิงจากเอกสารที่เป็นนิพนธ์ต้นฉบับ•ควรอ้างอิงเอกสารเท่าที่จำเป็นอย่างเหมาะสม ไม่ควรอ้างอิงเอกสารที่มากเกินไปจนพร่ำเพรื่อ•ไม่ควรนำบทคัดย่อมาเป็นเอกสารอ้างอิง•การอ้างอิงที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์แต่ได้ตอบรับการตีพิมพ์ควรระบุไว้ว่าเป็น “in press”หรือ “forthcoming การอ้างอิงเอกสารที่ไม่ได้รับการตีพิมพ์แต่ได้ส่งเพื่อพิจารณาตีพิมพ์หรือการอ้างอิงข้อมูลที่ไม่เคยส่งตีพิมพ์ ควรระบุว่าเป็น “unpublished data” หรือ “unpublished observations” และควรได้รับคำยินยอมจากเจ้าของเป็นลายลักษณ์อักษร-เมื่อทำการทวนความ (paraphrase) หรือย่อความ (summarize) มาจากบทความอื่นไม่ว่าจะเป็นบทความของตนเองหรือบทความของผู้อื่น นักวิจัยควรที่จะอ้างอิงเอกสารต้นฉบับนั้นไว้ด้วย•ไม่ควรใช้บทความที่ถูกถอดถอนออกไปแล้วมาเป็นเอกสารอ้างอิง•ต้องตรวจสอบความถูกต้องของรายการเอกสารอ้างอิง ทั้งในแง่ของรูปแบบและเนื้อหาแนวทางการเขียน ผู้แต่ง. (ปี). ชื่อเรื่อง. สถานที่พิมพ์: สานักพิมพ์.ผู้แต่ง. (ปี). ชื่อวิทยานิพนธ์. วิทยานิพนธ์ปริญญา(ระดับ) ชื่อสาขาวิชาสาขาวิชามหาวิทยาลัย.ผู้แต่ง. (ปีที่พิมพ์). ชื่อบทความ. ชื่อวารสาร, ปีที่(ฉบับที่), เลขหน้า.ผู้แต่ง. (ปี). ชื่อบทความ. ชื่อวารสาร, ปีที่พิมพ์(ฉบับที่), เลขหน้าบทความ.ผู้แต่ง. (ปี). ชื่อเรื่อง. สืบค้นเมื่อวันเดือน, ปี, จากชื่อเว็บไซต์: URL