การขอประเมินการกล่าวอ้างทางสุขภาพ (Health Claim)

เบื้องต้นเรามาทำความรู้จักกับการกล่าวอ้างทางสุขภาพ (Health Claim) หมายความว่า การแสดงรูป รูปภาพ รอยประดิษฐ์ เครื่องหมาย เครื่องหมายการค้า หรือข้อความใดๆ บนฉลาก ที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ส่วนประกอบของอาหาร หรือสารอาหารที่เกี่ยวข้อง กับสุขภาพทั้งทางตรงและทางอ้อม จําแนกเป็น 3 ลักษณะ ได้แก่ การกล่าวอ้างหน้าที่ของสารอาหาร (Nutrient function claims) หมายความว่า การแสดงสรรพคุณหรือ คุณประโยชน์เกี่ยวกับบทบาทของสารอาหารที่มีผลต่อสรีรวิทยาด้านการเจริญเติบโต การพัฒนา หรือการกระทําหน้าที่ ตามปกติของร่างกายตัวอย่างเช่น แคลเซียมมีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรง ผลิตภัณฑ์อาหาร ก. เป็น แหล่งของแคลเซียม เป็นต้น การกล่าวอ้างหน้าที่อื่น (Other function claims) หมายความว่า การแสดงสรรพคุณหรือคุณประโยชน์ที่ เฉพาะเจาะจง (Specific beneficial effects) ของการบริโภคอาหารหรือส่วนประกอบของอาหารในบริบทของอาหารทั้งหมดที่ บริโภคเพื่อให้ร่างกายทําหน้าที่ตามปกติ หรือมีกิจกรรมทางชีวภาพเป็นไปตามปกติการกล่าวอ้างในลักษณะนี้เกี่ยวข้องกับ ผลต่อสุขภาพในเชิงบวก หรือเพื่อให้การทําหน้าที่ของร่างกายดีขึ้น หรือเพื่อปรับเปลี่ยน หรือคงสภาวะทางสุขภาพ ตัวอย่างเช่น สาร ก. […]

6 ลักษณะของบทความวิชาการที่ได้รับการตีพิพม์

เป็นเอกสารทางวิชาการที่เรียบเรียงจากผลงานทางวิชาการของตนเอง หรือของผู้อื่นในลักษณะที่เป็นการวิเคราะห์วิจารณ์หรือเสนอแนวคิด ใหม่ๆจากพื้นฐานทางวิชาการนั้นๆ นำเสนอประสบการณ์ของผู้เขียนเกี่ยวกับรื่องนั้น ๆ บนพื้นฐานของ วิชาการ อาจจะเป็นการแสดงความคิดเห็นในเชิงวิเคราะห์วิจารณ์หรือเพื่อ นำเสนอแนวคิดใหม่ อาจเป็นการตั้งคำถามหรือประเด็นใหม่ๆที่จะกระตุ้นให้ผู้อ่านเกิด ความสนใจที่จะศึกษาค้นคว้าในเรื่องนั้นต่อไป บทความทางวิชาการที่ดีควรมีส่วนช่วยกระตุ้นให้ผู้อ่านได้แนวคิด แนวทางในการนำความคิดนั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ บทความทางวิชาการที่ดีช่วยกระตุ้นให้ผู้อ่านเกิดการพัฒนาความคิดใน เรอื่งนัน้ๆต่อไปResearer and thesis

4 เทคนิคในการเลิอกการวิเคราะห์บทความมาใช้ในการวิจัย

(ผมสรุปมาจากหนังสือเล่มไหนสักเล่มนี่แหล่ะ แต่จำไม่ได้ มันนานแล้ว) “ปัญหาการวิจัย” ของบทความคืออะไร ในแง่ข้อเท็จจริง (fact) ไอ้ปัญหานี้เนี่ย มันมีที่มาที่ไปหรือไม่ มันเป็นปัญหาจริงๆ หรือไม่ ถ้าใช่ แล้วในแง่ของแรงจูงใจ (motivation) มันสำคัญจนถึงขนาดต้องเอามาทำวิจัยหรือไม่ บทความนี้เขียนให้ใครอ่าน ในบทความมีการกำหนดปัญหา วัตถุประสงค์ ระเบียบวิธี สมมติฐาน นิยาม ฯลฯ ชัดเจนหรือไม่ บทความเป็นบทความเชิงทฤษฏี หรือบทความที่ได้จากการวิจัยเชิงประจักษ์ บทความมีการทบทวนวรรณกรรมเพียงพอหรือไม่ เมื่อผู้วิจัยกำหนด “ปัญหาการวิจัย” แล้ว เขาได้ค้นคว้าแนวทางการศึกษา (approaches) ต่างๆ ของงานวิจัยในอดีตอย่างครอบคลุมหรือไม่ ผู้วิจัยมีการประเมินจุดอ่อน จุดแข็งของผลการศึกษาในอดีตชัดเจนหรือไม่ อย่างไร ผู้วิจัยสามารถชี้ gap ของผลงานวิจัยในอดีตออกมาได้หรือไม่ แล้ววิธีการศึกษาของตัวผู้วิจัยเองล่ะ 1) เป็นการสานต่อวิธีการเก่าๆ อันใดอันหนึ่ง หรือ 2) การเอาวิธีการเก่าๆ หลายวิธีมารวมกัน หรือ 3) ผู้วิจัยเสนอวิธีใหม่เอี่ยมขึ้นมาเลย แล้วผลที่ได้จากการศึกษามันตอบโจทย์ “ปัญหาการวิจัย” ได้ไหม เอาไปใช้ทำความเข้าเหตุการณ์จริงได้ไหม โดยรวมแล้วมันยังมีจุดอ่อน […]

ช่วงนี้ชีวิตติดโควิก ชีวิตจิตวุ่นวาย

อาจารย์ตามงาน จนจะตาย แถมไม่วาย เจอหัวข้อวิจัยก็จะตายอวิทยานิพนธ์ก็ยังงมงาย วันนี้เรามาเสนอทางออกให้ค่ะ?.วันนี้เพจเรา มี 5 เกณฑ์เลือกหัวข้อในการทำวิจัยมาให้อ่านกันสำหรับคนที่ชีวิตกำลังก้าวเข้าสู่การทำวิจัย และชั่งใจในการเลือกหัวข้อวิจัยอยู่ เลือกจากความสนใจ และความรู้ของตนเอง เพราะเพื่อให้เรามีพลังใจที่จะทำให้วิจัยนั้นสำเร็จลุล่วง. เลือกจากปัญหาที่เกิดขึ้นจริงภายใต้สิ่งที่เราสงสัยจากประสบการณ์ส่วนตัว ภูมิหลัง และปัญหาในการทำงาน และมีข้อมูล สถิติหรืองานวิจิยสนับสนุน. เลือกจากปัญหาที่มีคุณค่า ปัญหาในการวิจัยควรเป็นปัญหาที่สามารถต่อยอดให้เป็นความรู้ใหม่ อีกทั้งเป็นประโยชน์ในทางปฏิบัติงานส่งเสริมความรู้ในด้านอื่นต่อไป. นึกถึงกำลังกาย แรงใจ แรงเงินของตัวเองที่จะทำวิจัยหัวข้อนี้ ไม่ว่าจะเป็นเวลา งบประมาณ หรือกำลังกายที่จะทุ่มเทในการทำวิจัย. นึกถึงสภาพแวดล้อม กลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือการเก็บข้อมูลที่จะเอื้ออำนวยในการทำวิจัยให้สำเร็จ

การเขียนบทความวิชาการ

วิชาการนักเขียนมนุษยศาสตร์บทความมหาวิทยาลัย สวัสดีค่ะ เราเป็นคนๆหนึ่งที่หลงใหลในการเขียนบทความวิชาการเข้าเส้นเลือดใหญ่เลยค่ะ หลายๆคนจะมองว่า การเขียนบทความวิชาการนั้นเป็นเรื่องที่ยากใช่ไหมค่ะ แต่ถ้าลองนำแนวคิดหรือวิธีการของเราไปใช้ รับรองเลยว่า คุณจะสนุกไปกับการร่ายระบำของนิ้วคุณบนคีย์บอร์ดกันเลยทีเดียว พร้อมร่ายระบำนิ้วกันหรือยังค่ะ ถ้าพร้อมแล้ว มากันเลย… บทความวิชาการตามทรรศนะและข้อสังเกตของเรา คือ บทความที่มีความเป็นทางการค่ะ มีเนื้อหาทางด้านวิชาการ ใช้ภาษาสุภาพในการเขียน และใช้ศัพท์บัญญัติหรือศัพท์เทคนิคในแขนงความรู้นั้นๆเขียนค่ะ และเป็นเสมือนเวทีเล็กๆที่รับรองการแสดงความคิดเห็นหรือข้อเสนอของนักวิชาการได้ตั้งแต่นักวิชาการที่มีสังกัด เช่น อาจารย์มหาวิทยาลัย จนถึงนักวิชาการที่ไม่มีสังกัด เช่น นักวิชาการอิสระ (เฉกเช่นกระเราค่ะ) บทความวิชาการเป็นอะไรที่สดใหม่นะค่ะ เพราะถ้านักวิชาการพบเจออะไรใหม่ๆก็จะเริ่มตั้งข้อสังเกตก่อน แล้วลองเขียนเป็นบทความวิชาการเพื่อเผยแพร่ความรู้ค่ะ และบทความวิชาการจึงเป็นงานวิชาการชิ้นเล็กๆแต่มีประสิทธิภาพทางปัญญาสูงที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายค่ะ (สมัยนี้มีวารสารวิชาการออนไลน์นะค่ะ สะดวกกว่าสมัยก่อนที่จะต้องเสียสตางค์ซื้อ หรือต้องเดินทางไปถ่ายเอกสารจากห้องสมุดของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง) และไม่ต้องอ่านเยอะเท่าอ่านวิจัยทั้งเล่ม เพราะเขาเอาเนื้อหาสำคัญมาให้แล้ว และเมื่อทำเป็นบทความวิชาการได้ ประเด็นนี้ก็สามารถขยายเป็นประเด็นใหญ่ได้ค่ะ สามารถสานต่อเป็นงานวิจัยได้อีก ด้วยปัจจุบันบทความวิชาการถูกจำกัดจำนวนหน้ากระดาษค่ะ (เริ่มขั้นต่ำที่ 8 หน้า และมากสุด 30 หน้า แต่ที่นิยมกันจะไม่ให้เกิน 15 หน้า และแล้วแต่บางวารสารจะกำหนดกระดาษด้วยค่ะ บางที่ A4 บางที่ A5ก็มี) เนื้อหาของบทความจึงถูกบีบ ให้สามารถใส่ได้เพียงเนื้อหาที่สำคัญเท่านั้น หรือเนื้อหาที่เป็นเนื้อ ไม่เอาน้ำ […]

มาทำความรู้จักกับบทความวิชาการกันค่ะ

พอพูดถึงบทความวิชาการ บทความวิจัย บทความปริปรรศ์ เป็นอะไรที่หลาย ๆ คนไม่รู้จัก และไม่เข้าใจว่ามันคือออะไร แค่ทำวิจัย วิทยานิพนธ์ก็หนักจะตามอยู่แล้ว แล้วเนี่ย คืออะไร หยุดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ และตั้งสติฟังพี่ปูนะคะ พี่จะเล่าให้ฟังทำความเข้าใจก่อนว่าบทความวิชาการ เป็นแค่การเอาภาษาวิชาการมาเขียน ซึ่งภาษาวิชาการก็ไม่ใช่ภาษาพูดที่เราคุยกันปกติ ก็เท่านั้นเองจ้า ไม่ต้องตกใจ ร้องไห้ฟูมฟายไปจ้ามา ๆ ทำความรู้จักประเภทของบทความวิชากรกันค่ะ ประเภทและความหมายของบทความทางวิชาการบทความทางวิชาการทีสําคัญมี 3 ประเภท ได้แก่ บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทความ ปริทรรศน์ สําหรับนิยามของบทความ จะขออิงกับนิยามของสํานักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา ทีระบุไว้ ในเอกสารแนบท้ายประกาศ ก.พ.อ. (2560) ว่าด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาแต่งตังบุคคลให้ดํารง ตําแหน่ง ผู้ช่วยศาตราจารย์ รองศาตราจารย์ และศาตราจารย์ อย่างไรก็ตามประกาศดังกล่าวได้ให้นิยาม ไว้เฉพาะบทความวิชาการ แต่มิได้ให้นิยามบทความวิจัยไว้ ผู้ เขียนจึงได้ใช้นิยามงานวิจัยและรูปแบบ งานวิจัยในประกาศดังกล่าวมาประกอบขึนเป็นนิยามบทความวิจัย และขอให้นิยามประเภทของบทความ ดังนี้ บทความวิจัย บทความวิจัยหมายถึงบทความทางวิชาการทีเขียนขึนจากผลงานวิจัยของผู้ เขียนเอง โดยเป็น การประมวลสรุปอย่างกระชับและสันของกระบวนการวิจัยและผลการวิจัย ซึงเป็นงานศึกษาหรือค้นคว้า อย่างมีระบบด้วยวิธีวิทยาการวิจัยซึงเป็นทียอมรับในสาขาวิชานันๆ […]

10 สาเหตุที่วารสารปฏิเสธงานไม่รับตีพิมพ์

ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่นักศึกษาหลายคนสอบทำวิจัยจบแล้ว แต่สิ่งที่ต้องเผชิญและต้องลุ้นกันต่อไป คือ การส่งบทความตีพิมพ์ หลายคนท้อจนถอดใจ เพราะแก้เท่าไรก็ไม่ได้รับการตพิมพ์ วันนี้พี่ปูขอมาเล่าให้ฟังว่าทำไม่เราถึงไม่ได้รับการตีพิมพ์ บทความนั้นองค์ความรู้ไม่ตรงกับวารสารต้องการ กรอบแนวคิดขาดข้อมูลสนับสนุนเพียงพอ กระบวนการวิจัยไม่ตอบโจทย์ปัญหา การเขียนงานไม่เป็นระบบ หรือโครงสร้างของบทความ Template ที่วารสารกำหนด5 บทความที่เราเขียน ไม่เป็นที่ต้องการตามกรอบแนวคิด หรือองค์ความรู้และขอบเขตของวารสาร6.รูปแบบการเขียนบทความไม่ตรงกับรูปแบบทีวารสารกําหนด การเขียนบกพร่อง ผิดพลาดมาก ขนาดของบทความมีจำนวนหน้าเกินกว่าที่วารสารต้องการขนาดความยาว9 อ้างอิงขาดความทันสมัย ไม่สามารถชีให้ เห็นถึงความสําคัญของประเด็นปัญหาของการวิจัย ข้อนี้โดนสุด ๆ ผู้เขียนไม่ยอมแก้บทความตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิหรือบรรณาธิการ ถึ่งเวลาที่พวกเราต้องหันมาให้ความสำคัญในการเขียนงานบทตวามวิจัยกันแล้วนะคะ researcherthailand #บทความวิจัย #บทความวิชาการ #การตีพิมพ์บทความ

สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการทบทวนวรรณกรรมและเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

การทบทวนวรรณกรรม คือ การสรุปโดยย่อ วิเคราะห์ และเรียบเรียงผลงานวิจัยที่เกี่ยวกับองค์ความรู้ที่คุณต้องการทำวิจัยจากอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการทบทวนวรรณกรรมนั้นจะทำให้เกิดความเข้าใจในหัวข้อที่คุณต้องการทำวิจัยมากขึ้น และทราบถึงผลการวิจัยที่ผู้รู้ทางสาขานี้ได้เคยทำไว้ก่อนแล้ว จุดประสงค์หลักคือการหาช่องว่างความรู้ในสาขาเฉพาะของคุณ จะเป็นการเปล่าประโยชน์ ถ้าจะทำวิจัยในสิ่งที่เป็นที่ประจักษ์ในวงการของคุณอยู่แล้วถึงผลของการวิจัยนั้นๆ แก่นของการทำวิจัยคือการค้นคว้าหาคำตอบของคำถามที่ไม่เคยมีผู้ใดค้นพบ โดยเฉพาะผู้ที่ทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกจำเป็นจะต้องทำการทบทวนวรรณกรรมอย่างรอบคอบ เพราะหัวข้อของคุณต้องเป็นการวิจัยที่ไม่มีผู้ใดเคยทำมาก่อน อีกทั้งต้องอธิบายว่าสาขาความรู้นั้นๆจะได้ประโยชน์อย่างไรจากผลวิจัยที่กำลังจะปฏิบัติ ตามหลักการแล้ว Literature Review คือการค้นหา สรุปย่อ และวิเคราะห์ผลการวิจัยของผู้อื่นที่เคยได้ทำวิจัยและถูกตีพิมพ์ในหัวข้อที่เกี่ยวเนื่องกับหัวข้อวิทยานิพนธ์ของเรา สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการทบทวนวรรณกรรมและเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กำหนดปัญหา ในกำหนดขอบเขตของการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจนให้รู้ว่าต้องการศึกษาในประเด็นอะไรบ้างเพื่อการค้นหาเอกสารต่างๆจะได้แคบลง ค้นหาแหล่งข้อมูล ดูว่ามีแหล่งข้อมูลและสารสนเทศใดบ้างที่เกี่ยวข้องเช่นหนังสือตำราวารสารวิทยานิพนธ์งานวิจัยและแหล่งข้อมูลอื่นๆ เลือกวรรณกรรมที่จะศึกษา เลือกเฉพาะวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่ทำการศึกษาวิจัยควรเลือกวรรณกรรมใหม่ๆเพื่อไม่ให้ข้อมูลล้าสมัยแต่ไม่ควรละเลยงานเก่าที่เป็นงานคลาสสิกของแต่ละสาขาโดยเฉพาะการวิจัยที่ใช้วิธีการวิเคราะห์อภิมานจะมีประโยชน์มากการวิเคราะห์อภิมานเป็นการวิจัยที่ใช้ข้อมูลแต่ละชิ้นด้วยว่ามีความถูกต้องน่าเชื่อถือเพียงใด การอ่านวรรณกรรม ผู้วิจัยไม่ควรอ่านเฉพาะบทคัดย่อบทสรุปหรือบทนำเท่านั้นแต่ควรอ่านวรรณกรรมทั้งหมดเพื่อให้เข้าใจชัดเจนจดรายละเอียดของการศึกษาแต่ละเรื่องทางวิธีการศึกษากลุ่มตัวอย่างที่ใช้ทฤษฎีข้อค้นพบรวมทั้งตัวบรรณานุกรมที่ผู้วิจัยใช้อ้างอิงด้วยบรรณานุกรมอาจให้ตัวอย่างงานอื่นๆที่น่าสนใจ จำนวนวรรณกรรม ไม่มีข้อกำหนดว่าผู้วิจัยจะต้องทบทวนวรรณกรรมกี่เรื่องการวิจัยที่เสนอในรูปของบทความอาจทบทวนวรรณกรรมที่สำคัญไม่กี่เรื่องในขณะที่งานวิจัยที่เป็นวิทยานิพนธ์อาจต้องทบทวนวรรณกรรมอย่างน้อย 50 เรื่อง การเขียนรายงานทบทวนวรรณกรรม ผู้วิจัยจะต้องเสนอผลของการทบทวนวรรณกรรมในงานวิจัยของผู้วิจัยเพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบถึงความก้าวหน้าและประเด็นที่สำคัญในเรื่องที่ทำการศึกษาวิจัยการทบทวนวรรณกรรมจะต้องอธิบายและสังเคราะห์งานของผู้อื่นได้อย่างเป็นระบบ การรวบรวบบรรณานุกรม ผู้วิจัยควรทำบรรณานุกรมของงานวิจัยแต่ละเรื่องไปพร้อมกับการอ่านงานวิจัยนั้นการกลับมาทำบรรณานุกรมภายหลังจึงปัญหามากเช่นหางานชิ้นนั้นไม่พบหรือจำไม่ได้ว่าข้อความที่อ้างอิงนำมาจากส่วนใดหรือจากงานชิ้นใดบ้างเป็นต้น

Work from home สิจ๊ะ ชีวิตปลอดภัย

“ Work from home สิจ๊ะ ชีวิตปลอดภัย”ห่างกันคราวนี้เรารวมแอพพลิเคชันสำหรับทำงานที่บ้านซึ่งสามารถจัดประชุม เรียนoline สอนonline และจัดการงานต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย บอกเลยว่าครั้งนี้เราต้องรอด!! Google Hangoutsเป็นแอพสำหรับแชทและสามารถใช้งานในรูปแบบ VDO Call ได้ ประชุมออนไลน์ได้อย่างสะดวก สามารถครีเอทกรุ๊ป และดึงผู้ที่เกี่ยวข้องมาเข้าร่วมสื่อสารได้หลายคน ผู้ร่วมประชุมสามารถแชร์เอกสาร Google Drive, Google Docs หรือหน้าจอที่ตนเองกำลังเปิดใช้งานอยู่ให้คนในทีมได้ ZOOMสามารถเชื่อมต่อกับเพื่อนร่วมงานในทุกสถานที่ทุกเวลา หรือจะร่วมประชุมออนไลน์แบบเห็นหน้าตาก็ได้ มีฟังก์ชั่นการแชร์ภาพหน้าจอแบบคุณภาพสูง รวมถึงระบบการส่งข้อความหากันระหว่างเพื่อนร่วมงาน แชร์ภาพหน้าจอ รูปภาพ หน้าเว็บ ไฟล์ใน Google Drive ไฟล์ใน Dropbox ไฟล์ใน Box ได้ เข้าร่วมประชุมได้ทั้งในรูปแบบที่เรามีการพูดคุยโต้ตอบ หรือจะเข้าร่วมในฐานะผู้รับชมก็ได้ โดยรองรับผู้เข้าร่วมมากถึง 100 คน Skypeประกาศเพิ่มจำนวนผู้ใช้เวลาสนทนาแบบกลุ่ม เพิ่มขึ้นจากเดิมสูงสุดต่อครั้ง 25 คน เป็น 50 คน Skype จะแสดงกล่องวิดีโอของทุกคน และสามารถเลือกดูเป็นคน […]

เทคนิคในการสุ่มตัวอย่าง

การสุ่มตัวอย่างโดยไม่ได้อาศัย ทฤษฏีความน่าจะเป็น (Non-probability sampling)  ในบางครั้งการเลือกกลุ่มตัวอย่างโดย อาศัยความน่าจะเป็น โดยวิธีการสุ่มอาจจะไม่สามารถทำได้หรือทำได้ยาก การเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยไม่อาศัยความน่าจะเป็นจึงถูกนำมาใช้ซึ่งการเลือก กลุ่มตัวอย่างแบบนี้จะมีลักษณะเป็นอัตวิสัย (subjective)  ซึ่งมักจะทำให้การประมาณค่าพารามิเตอร์ขาดความแม่นยำ  ดังนั้นในการเลือกกลลุ่มตัวอย่างแบบนี้มักจะใช้เมื่อไม่ต้องการอ้างอิงถึง ลักษณะประชากร ส่วนใหญ่จะใช้กับงานวิจัยสำรวจข้อเท็จจริง (Exploration research) กับกลุ่มที่มีลักษณะเฉพาะและไม่ต้องการเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีเหตุผลทางด้านค่าใช้จ่ายและเวลา เพราะการเลือกตัวอย่างโดยไม่อาศัยความน่าเป็นจะมีค่าใช้จ่ายและเวลาน้อยกว่า อาศัยความน่าจะเป็น             การสุ่มโดยบังเอิญ (Accidental sampling)  เป็นการสุ่มจากสมาชิกของประชากรเป้าหมายที่เป็นใครก็ได้ที่สามารถให้ข้อมูลได้ครบถ้วน การสุ่มโดยวิธีนี้ไม่สามารถรับประกันความแม่นยำได้ ซึ่งการเลือกวิธีนี้เป็นวิธีที่ด้อยที่สุด เพราะเป็นการเลือกตัวอย่างที่มีลักษณะสอดคล้องกับนิยามของประชากรที่สามารถ พบได้และใช้เป็นอย่างได้ทันที  การสุ่มแบบโควตา (Quota sampling)  เป็นการสุมตัวอย่างโดยจำแนกประชากรออกเป็นส่วนๆก่อน (strata)โดยมีหลักจำแนกว่าตัวแปรที่ใช้ในการจำแนกนั้นควรจะมีความสัมพันธ์ กับตัวแปรที่จะรวบรวม หรือตัวแปรที่สนใจ และสมาชิกที่อยู่แต่ละส่วนมีความเป็นเอกพันธ์  ในการสุ่มแบบโควตา นี้มีขั้นตอนการดำเนินการดังนี้ พิจารณาตัวแปรที่สัมพันธ์กับลักษณะของประชากรที่คำถามการวิจัยต้องการที่จะ ศึกษา เช่น เพศ ระดับการศึกษา พิจารณาขนาดของแต่ละส่วน(segment)ของประชากรตามตามตัวแปร คำนวณค่าอัตราส่วนของแต่ละส่วนของประชากร กำหนดเป็นโควตาของตัวอย่างแต่ละกลุ่มที่จะเลือก เลือกตัวอย่างในแต่ละส่วนของประชากรให้ได้จำนวนตามโควตา การสุ่มตัวอย่างเฉพาะเจาะจง (purposive  sampling)  หรือบางครั้งเรียกว่าการสุ่มแบบพิจารณา (judgment sampling) เป็นการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ดุลพินิจของผู้วิจัยในการกำหนดสมาชิกของประชากร ที่จะมาเป็นสมาชิกในกลุ่มตัวอย่าง ว่ามีลักษณะสอดคล้องหรือเป็นตัวแทนที่จะศึกษาหรือไม่  ข้อจำกัดของการสุ่มตัวอย่างแบบนี้คือไม่สามารถระบุได้ว่าตัวอย่างที่เลือก […]